หรอยแรงส์! “ครัวสามสิบ” ข้าวแกงปักษ์ใต้ขวัญใจนักศึกษา ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี

259


หรอยแรงส์! “ครัวสามสิบ” ข้าวแกงปักษ์ใต้ขวัญใจนักศึกษา ศิษย์เก่าลูกพ่อขุนรามฯ การันตี อร่อย สะอาด ราคาย่อมเยา บริการเป็นกันเอง

ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้รสชาติดดีสไตล์พื้นบ้านแท้ ๆ แต่กลับซ่อนตัวอยู่กลางซอย 1 ขุนทะเล ตรงข้ามอาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีสองสามีภรรยา “อนุชา หนูเขียว” หรือ “กล” กับ “กาญดา หนูเขียว” หรือ “ดา” อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นเจ้าของร้าน “ครัวสามสิบ” อาหารปักษ์ใต้ รสชาติอร่อย สะอาด แต่ราคาย่อมเยาโดนใจนิสิตนักศึกษา

ทั้งสองคนเป็นอดีตนักศึกษาลูกพ่อขุนรามคำแหง ย่อมเข้าใจหัวอกนักศึกษาด้วยกันที่ต้องมาอยู่ผิดถิ่นห่างอกพ่ออกแม่ย่อมเป็นห่วงเป็นใยเรื่องความปลอดภัยและอาหารการกินของลูก กลัวลูกจะกินไม่อิ่มนอนไม่หลับเพราะห่างบ้านเกิด ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่คู่ชีวิตสองคนนี้ ริเริ่มเปิดร้านข้าวแกง ชื่อ “ครัวสามสิบ” ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 30 บาท มีน้ำพริกผักสดฟรี แถมมีขนมหวานไว้ล้างคอแก้คาวให้อีกต่างหาก

นับเป็นการนำประสบการณ์จริงของตัวเองมาประยุกต์ทำธุรกิจร้านอาหาร “ดา” สาวใต้จากเมืองเงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ที่มาพบรักกับ “กล” เด็กบ้านนอกจากป่ายาง อ.นาทวี จ.สงขลา จำบรรยากาศเด็กหอได้ดีเมื่อครั้งอาศัยอยู่ย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง เงินทองที่พ่อแม่ส่งมาให้ต้องใช้สอยอย่างประหยัดและมัธยัสถ์ หากทำกับข้าวทานเองได้ยิ่งดีช่วยประหยัดเงินรายเดือนที่พ่อแม่ส่งมาให้ แต่หากจำต้องซื้อ “แกงถุง” รับประทาน ควรเลือกร้านที่ราคาย่อมเยาและเป็นกันเอง ยิ่งเป็นคนปักษ์ใต้ด้วยกันแล้ว ควรเลือกร้านที่อาหารถูกปากและบริการถูกใจด้วยยิ่งดี จึงเป็นที่มา “ครัวสามสิบ” เพราะอยากขายอาหารราคานักศึกษาและบริการเป็นกันเองเหมือนลูกเหมือนหลานมาทานข้าวที่บ้านตัวเอง ยิ่งตอนนี้ทั้งสองคนมีลูกด้วยกันสองหน่อ ยิ่งเข้าใจหัวอกพ่อแม่ที่ต้องพลัดพรากจากลูก

“เมื่อก่อนตอนผมเรียนรามฯ กินข้าวราดแกงร้านประจำ จานละ 10 บาท ไม่มีขนมหวาน หรือ น้ำพริกผักฟรีด้วยซ้ำ แต่ยุคสมัยเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้คงขายราคานั้นไม่ได้อีกแล้ว เราจึงตั้งราคาเริ่มต้นที่ ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 30 บาท แต่เรามีน้ำพริกผักสดฟรี แถมตบท้ายด้วยขนมหวาน 1 ถ้วยฟรี เช่น กล้วยบวชชี ถั่วเขียวต้ม กล้วยเชื่อม ฝักทองเชื่อม ซึ่งเราทำได้เพราะวัตถุดิบทั้งหมดผมกับแฟนปลูกเองในสวน ต้นทุนจึงไม่สูงมากนักเหมือนกับไปซื้อหาตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้า” “กล” สามีในฐานะผู้ช่วยกุ๊ก เล่าถึงที่มาของชื่อร้าน “ครัวสามสิบ

ปัจจุบันลูกค้าประจำกว่า 70% เป็นนิสิตนักศึกษาที่เข้ามารับประทานอาหารที่ร้านหรือซื้อกลับไปทานที่หอพักละแวกใกล้เคียง “ดา” แม่ครัวการันตีความจัดจ้านของรสชาติอาหารปักษ์ใต้ แต่ละวันมีเมนูไม่ซ้ำกันมาคอยเสริ์ฟความอร่อยทุกเช้า ไม่ต่ำกว่า 10 อย่างต่อวัน ทีเด็ดอยู่ตรง “กรรมวิธีปรุง” และ “การคัดสรรวัตถุดิบ” ที่แตกต่างไม่เหมือนร้านแกงใต้ทั่วไป ที่มักลงท้ายชื่อจังหวัดนครฯ เป็นเหมือนนามสกุลไปแล้ว  สูตรเด็ดเคล็ดลับของสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นการ มิกซ์แอนด์แม็ทช์ อาหารปักษ์ใต้ 3 จังหวัดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 1.ปัตตานี 2.สงขลา และ 3.สุราษฎร์ธานี  3 จังหวัด 3 สไตล์

อาทิ สงขลา เน้นสีสันสวยงามและรสชาติเผ็ดร้อน มี “ส้มแขก” สมุนไพรไทยโบราณแสนหากยากมาเป็นตัวชูโรงให้รสชาติเปรี้ยวนำนิด ๆ ขณะที่ สุราษฎร์ธานี เน้นรสชาติ “แหลมเค็ม” นำหน้าและเผ็ดตาม ส่วน ปัตตานี เน้นรสชาติ “กลมกล่อมครบรส” ทุกเมนูแกง หรือ ผัดเผ็ด “ดา” จะใช้ “กะปิใหม่” เท่านั้น ไม่ใช่กะปิเก่าเด็ดขาด เพราะกะปิใหม่ไม่เค็มจนเกินไป และ ให้กลิ่นหอมกว่ากะปิเก่าหลายเท่า แถมโดนใจนักศึกษา “สายคลีน” ที่นิยมไม่ทานรสเค็มจัด

สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับแนวคิด “รักษ์ถิ่น” และ สนับสนุน “ธุรกิจชุมชน” เนื่องจากวัตถุดิบต่าง ๆ “ดา” และ “กล” มีเครือข่ายและเครือญาติที่สามารถจัดส่งมาให้ถึงร้าน ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นที่ปลูกเอง จึงรู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบทุกอย่างและหาซื้อได้ในราคาต่ำ เช่น ไข่เค็ม ฯลฯ โดยเฉพาะ “ผักพื้นบ้าน” นางเอกบนโต๊ะอาหารคู่กับพระเอก “น้ำพริกกะปิ” รสเด็ดที่ใส่มะม่วงเบาเข้าไปด้วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวปะแล่ม ๆ แกล้มด้วยผักพื้นบ้าน อาทิเช่น  ยอดมะม่วงหิมพานต์ ,ใบมันปู , ยอดใบหมุย ,ยอดจิก , บัวบก ,เดื่อฉิ่ง (ลูกฉิ่ง) หรือ เนียงนก ฯลฯ ล้วนเป็นผักสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและปลอดสารเคมี ที่สำคัญวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นการอุดหนุนธุรกิจเครือญาติและเพื่อนฝูงในชุมชนให้มีรายได้ช่วงโควิด – 19 เพราะต่างมีงานประจำทำแต่ปลูกผักพื้นบ้านขายเป็นรายได้เสริม น้อยครั้งมากที่ “ดา” และ “กล” จะไปจ่ายกับข้าว หรือ ใช้บริการซื้อวัตถุดิบจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

เมนูสุดขึ้นชื่อของร้าน “ครัวสามสิบ” ขอบอกควรมาก่อน 11 โมงเช้า ไม่งั้นหมด! อาทิ แกงคั่วกลิ้งกระดูกหมูอ่อน , แกงคั่วพริกไก่ , ผัดเผ็ดปลาดุกทอด , แกงส้มปลากะพง , แกงส้มหมูกรอบ หรือ แกงหนางหมูใส่หยวกกล้วย สูตรเด็ดของจังหวัดสงขลา และที่ขาดไม่ได้ คือ ขนมจีนไตปลารสจัดจ้าน

จะว่าไปแล้วเหมือนชีวิตพลิกผัน ทั้ง “กล” และ “ดา” มิได้ตั้งใจจะเปิดร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ด้วยซ้ำไป แต่เดิมทำงานสบายอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นมนุษย์เงินเดือนฐานะค่อนข้างมั่นคง แต่พอลูกชายคนแรกถือกำเนิดลืมตาดูโลก ทั้งสองรู้สึกซึ้งใจดีกับชีวิตคนเมือง (ปากกัดตีนถีบ)ไม่อยากให้ลูกเกิดและเติบโตกลาง “คุกป่าคอนกรีต” จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้านเกิด ทั้ง ๆ ที่ยังหางานใหม่ที่บ้านเกิดภรรยาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ได้ แต่ก็อุ่นใจที่เห็นลูกได้เติบโตกลางขุนเขาและภายใต้อ้อมกอดปู่ยาตายาย แม้ปัจจุบันทั้งสองคนมีงานประจำทำ แต่ในสถานการณ์โควิด – 19 เช่นนี้ การมีอาชีพเดียวถือว่าเสี่ยง! ยิ่งมีลูกชาย 2 คน ต้องส่งเสียให้ร่ำเรียนสูง ๆ แล้วไซร์ จำต้องหา “อาชีพที่สอง” จึงตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกง “ครัวสามสิบ” กลางเมืองสุราษฎร์ธานี

สำหรับฝีมือแม่ครัว “ดา” เธอเล่าอย่างถ่อมตนว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทนเสียงกองเชียร์ที่เป็นคนรอบข้างรบเร้าไม่ไหว เพราะเมื่อใดเครือญาติพี่น้องหรือพรรคพวกเพื่อนฝูง มีงานบุญ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือ งานสังสรรค์รื่นเริง มักจะชวน “ดา” มาเป็นแม่ครัวหัวป่าทุกครั้งไป ไม่ว่า เธอ จะอยู่ไกลแค่ไหนต้องตามตัว “ดา” มาให้ได้ จึงมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า หากจะเดินบนถนน “ธุรกิจร้านอาหาร” เธอพอสู้ได้ ทั้ง ๆ ที่รู้กันดีว่าถนนสายนี้แข่งดุ!

ร้านของทั้งสองคู่รักไม่ได้ใหญ่โตเป็นแค่ร้านเล็ก ๆ มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 2 คน คนน้อง ป. 3 กับ คนพี่ ป. 5 คอยเป็นเด็กเสริ์ฟช่วยพ่อแม่ทำงาน สิ่งที่ “ตระกูลหนูเขียว” ครอบครัวนักสู้ชีวิต อยากบอก คือ เราเน้นทำกับข้าวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพราะข้าวแต่ละเม็ดหรือแกงแต่ละหม้อ คิดอยู่เสมอว่าทำเพื่อลูก ๆ หลาน ๆ ที่ต้องอยู่ห่างอกพ่ออกแม่มาเรียนหนังสือไกลบ้าน พวกเขาหรือเธอ ควรได้ทานอาหารที่ดีและอิ่มท้องในราคาย่อมเยา นี่ต่างหากคือ เป้าหมายทางธุรกิจเพื่อสังคมของคนทั้งคู่!

จึงไม่แปลกแต่ละวันนิสิตนักศึกษายอมเดินไกลข้ามรั้วมหาวิทยาลัย ออกมารับทานอาหารที่ร้าน “ครัวสามสิบ” หากอยากมาลองชิมรสชาติอาหารปักษ์ใต้พื้นบ้านจากฝีมือศิษย์เก่าลูกพ่อขุนรามคำแหง ปักหมุดมาที่ “ครัวสามสิบ”  หรือ ทัก เฟสบุ๊ก Kanda Har  และ หากมาไม่ถูก โทรศัพท์มาที่ 096-132-3692 และ 095-072-8180