สุรินทร์กินน้ำตำ บุรีรัมย์ตําน้ำกิน


หมู่บ้านผม ในจังหวัดสุรินทร์ภูมิใจที่ได้เกิดใจจังหวัดนี้เมื่อผมไปชายแดนกัมพูชาพบชาวเขมร แม้เข้าไปในแดนเขมร เขาฟังสำเนียงภาษาเขมรที่ผมพูดออก สมัยก่อน มีวิทยาลัยเกษตรกรรม ที่โด่งดังมากต่างส่งลูกเรียนที่นี่ ชาวกัมพูชาจะมาโรงพยาบาลเรียนหนังสือมีบ้านพักอยู่


สุรินทร์ ขึงเป็นเมืองสำคัญสำหรับเขา จึงเห็นคนสุรินทร์สำคัญ
ตอนเป็นเด็ก มีหนองน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่าตะเบี๊ยง น้ำใสขังตลอดทั้งปี มีปลาชุกชุม อีกทั้งพืชน้ำมากมาย มีนกนานาชนิดอาศัยอยู่ ทั้งเป็ดแดงและเป็ดสีน้ำเงิน ผมเคยลงไปเล่นน้ำริมฝั่ง มีปลิงชุกชุม
มีต้นไผ่อยู่ริมฝั่ง ผมมักจะเดินมาที่หนองนี้ประจำ เพราะอยู่ติดกับหมู่บ้าน ที่คนสมัยก่อนมักจะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ
ชาวบ้านมักจะมางมกอยดาบตัวใหญ่ไปทำอาหาร..
ปีที่ฝนแล้งติดต่อกัน3ปี ต้นไผ่แห้งตาย น้ำในหนองแห้งขอด ควายอาศัยปรักในหนองน้ำแช่น้ำ เกิดการอดน้ำิะปโภค บริโภค ชาวบ้านดำรงค์ชีวิตตามมีตามเกิด ไม่มีหน่วยงานไปเหลียวแล ในสมัยนั้น ชาวบ้าน อยู่อย่าวทพกข์เข็น ต้องเอาเกวียนไปหาขนเอาน้ำเท่าที่หาได้
ความแก้วแล้งนี่เองเกิดมีการ
“ตำน้ำใช้”
ขุดหลุมลึกหน่อย ในก้นสระนั่นแหละแล้วตักเอวน้ำก้นหนองมารวมกัน แล้วตัดกิ่งไม่โต้ท่าด้ามเสียม ตัดให้มีกิ่งไว้ด้วย เพื่อเอาไปตำให้น้ำกระเพื่อม ตำ ตำ ตำ แบ้วแล่อยมิ้งไว้ให้มันตกตะกอน
แต่น้ำไม่ได้ใส ยังขุ่นอยู่ก็ตักใส่ครุหาบเข้าบ้านไปอาบ
ใครอยากให้ใส ก็เอาสารส้มมากวน ส้ำก็จะใส แต่ว่าเวลาซักเสื้อผ้า เอาสบู่ ซันไลท์ฟอกจะไม่มีฟอง
ดื่มไม่ได้จะเฟื่อนมาก

ส่วนน้ำดื่มนั้น ชาวบ้านจะขุดบ่อก้นหนองหาตาน้ำ น้ำจะค่อยซึมออกมาให้ชาวบ้านเข้าคิวกันตักหาบกลับบ้านไปใช้ดื่ม ครั้งก่อนไม่มีต้มน้ำดื่มหรอก คิดแล้วน่าหวาดเสียว แต่ก็อยู่รอดปลอดภัยมาตรายเท่าทุกวันนี้
ความแห้งแล้งนี่เองจึงมีคำพังเพยว่า
สุรินทร์กินน้ำตำ บุรีรัมย์ตําน้ํากิน
แต่ว่า ไม่มีข้อเขียนการตำน้ำของ2จังหวัด แม้ผมจะค้นดธจากกธเกิ้ลก็ไม่มี ข้อเขียนของผมที่เป็นประสบการณ์จึงขริงน่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ก็ได้