ชมวิถีย้อมผ้า”ธานีผ้าศรี..แส่ว เบญจศรี “ผ้าทอแบรนด์ดังเมืองศรีสะเกษ (ชมคลิป)


“ธานีผ้าศรี..แส่ว เบญจศรี “ผ้าทอแบรนด์ดังเมืองศรีสะเกษ
ชม..การย้อมสีผ้า ให้เป็นผ้าศรีลาวา ผ้าทอย้อมดินภูเขาไฟ

โดย…เสนาะ วรรักษ์


หากเอ๋ยถึง “ธานผ้าศรี…แส่ว เบญจศรี แล้วชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้ ทุกคนต่างรู้จักเป็นอย่างดีเนื่องจาก เป็นผ้าทอเบญจศรี ผ้าทอแบรนด์ดังศรีสะเกษ เป็นผ้าทอพื้นถิ่นศรีสะเกษ ที่นำเอาวัสดุธรรมชาติที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด 5 ชนิด มาย้อมไหมหรือฝ้าย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน ขับเเลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของคนศรีสะเกษ

กัญณภัทร จันทะมั่น ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม บ้านกระมัลพัฒนา

นางกัญณภัทร จันทะมั่น ประธานกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม บ้านกระมัลพัฒนา ตำบลโพธิ์วงค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ผ้าที่เราทอจะใช้ผ้าไหมและผ้าฝ้ายเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มเราจะเป็นกลุ่มทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายกี่กระตุก ซึ่งได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2559 มีสมาชิกเริ่มแรกเพียง 15 คน จนมาถึงปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 20 คน แรงบันดาลใจที่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นมาเนื่องจากว่า ผลไม้ได้ล้นตลาดไม่มีทางออกเพราะขายผลไม้ไม่ได้ จึงเก็บผลไม้ไปเดินขายตามหมู่บ้าน ไปเห็นกลุ่มชาวบ้านทอผ้าอยู่ก็เลยเข้าไปขอคำปรึกษา

ซึ่งชาวบ้านก็ได้ให้ความรู้ในการทอผ้า คิดว่า การทอผ้าขายก็สามารถสร้างรายได้ให้อีกทางหนึ่ง จึงคิดหาทางสร้างรายได้เพิ่ม โดยการไปฝึกทอและไปดูตัวอย่างการทอผ้า บังเอิญไปเจออาจารย์ท่านหนึ่งนั่งทำกี่ (กี่ทอผ้า) ก็เลยเข้าไปขอคำปรึกษาว่า อยากได้กี่ไปทอผ้า เมื่อได้คำแนะนำมาจึงรวบรวมเงินกันไปหาซื้อกี่ทอผ้าเก่าจากจังหวัดสุรินทร์มา 4 ตัว มาทอผ้า จนปัจจุบันนี้มีกี่ทอผ้าทั้งหมด 14 ตัว และสมาชิกเราก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 คน

นางกัญณภัทร กล่าวต่อว่า ในส่วนของผ้าที่ใช้ทอ ก็จะมีทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้าย ซึ่งผ้าไหมบางส่วนได้เลี้ยงหม่อนทำใช้เอง และส่วนหนึ่งก็ต้องซื้อเองเพราะว่าการทำเส้นยืนกี่กระตุกนี่จะต้องเป็นเส้นยืนที่ตีเกลียว 3 เส้น เวลาทอเราทอแล้วจะไม่ขาดจะทำให้งานเราเดินเร็ว เพราะถ้าใช้ไหมพื้นบ้านเส้นไหมจะขาดง่าย จึงใช้เส้นไหมที่เราเลี้ยงมาเป็นตัวทอส่วนเส้นยืนจะใช้ไหมตลาด ส่วนผ้าฝ้ายจะเป็นผ้าฝ้ายแท้ที่ได้จากดอกฝ้ายจริงๆ ต้นทุนค่อนข้างที่จะสูง ส่วนประเภทของผ้าแต่ก่อนก็จะทำผ้าพื้นบ้าน เป็นผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าโสร่ง ผ้าลายพื้น

หลังจากนั้นได้พัฒนาออกมาเป็นผ้าย้อมดินภูเขาไฟเคลือบด้วยยางไม้มงคล 9 ชนิด ณ ปัจจุบันนี้ ต่อมามีแนวคิดว่า ถ้านำผ้าที่เราทอเสร็จแล้วไปขายคงมีกำไรน้อย จึงนำผ้ามาแปรรูปเป็นเสื้อ เป็นกระโปรง กระเป๋า เป็นหมวก กระทั่งแมสสวมใส่หน้า และอีกหลายอย่างตามที่ลูกค้าต้องการ และพัฒนาตามความต้องการของตลาด ไปจนถึงผ้าคุมไหล่ ซึ่งการแปรรูปตรงนี้บางส่วนที่แปรรูปเสร็จแล้วได้ส่งให้ชุมชนหรือว่าเด็กเยาวชน หรือชาวบ้านที่ต้องการมีรายได้ นำชิ้นงานกลับไปปักที่บ้านแล้วนำกลับมาส่งเรา ชุมชนก็จะเกิดรายได้ทุกคนก็จะสามารถสร้างรายได้ แต่ถ้านำผ้าไปขายเลยก็จะได้กำไรน้อย ถ้าแปรรูปไปมูลค่ามันก็เพิ่มขึ้นอย่างแนนอน

กลุ่มอาชีพทอผ้าไหมแห่งนี้มีการย้อมสีผ้าด้วยเปลือกไม้ผลและใบไม้แล้ว ยังมีการค้นคิดการย้อมด้วยดินภูเขาไฟ เนื่องด้วย พื้นที่แห่งนี้เรียกว่าดงดินแดง ในอตีดเป็นป่าดงดิบมีดินเป็นสีแดง ซึ่งเป็นลาวาภูเขาไฟที่ดับแล้วนับล้านปี กลายเป็นดินภูเขาไฟ กินพื้นที่ 3 อำเภอ ศรีรัตนะ กันทรลักษ์ และ ขุนหาญ ชาวบ้านเหยียบดินมาเหยียบห้องน้ำ และดินเประเปื้นเสื้อผ้าซักไม่ออก จึงเกิดแนวคิดเอามาย้อมสีผ้า ทดบองจนสำเร็จ กระทั่งได้ชื่อว่า”ผ้าศรีลาวา ผ้าทอย้อมดินภูเขาไฟ” ศรีสะเกษ ธานีผ้าศรี..แส่ว เบญจศรี

ขั้นตอนในการย้อมผ้าด้วยดินภูเขาไฟ เริ่มต้นด้วยเตรียมส่วนผสมของดินภูเขาไฟประกอบด้วย “น้ำยางไม้มงคล 9 ชนิดได้แก่ พะยูง สักทอง ขนุน ยอป่า ไผ่สีสุก มะยม เศรษฐีเงินล้าน นางกวัก และใบมังคุด ผสมลงไปในหม้อต้มก่อน
เป็นอัตลักษ์ภธมิปัญญาชาวบ้านที่เชื่อว่าเป็นการเสริมมนต์ขลังก่อให้เกิดความเป็นศิริมงคบแก่ผู้สวมใส่ผ้าศรีลาวา

ขั้นตอนต่อไปในการย้อมสี ด้วยการตักดินภูเขาไฟมาต้มให้เดือดในอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า70 องศาก่อนใส่เส้นด้ายหรือไหมลงไปคนให้ทั่วประมาณ1ชั่วโมง จากนั้นมีการย้อมน้ำเย็นธรรมดา แต่ต้องมีการกรองให้สะอาดก่อน ย้อมต้อวหมั่นพลิกเส้นไหมบ่อยๆแช่ไว้4ชั่วโมง จึงนำมาล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาซักผ้าทั่วไปแล้วเอาไปตากให้แห้ง ก่อนจะนำไปทอจะต้องนำเส้นไหมหรือเส้นด้ายเอามากรอด้ายใส่หลอดด้ายเล็กๆ เพือนเอาไปใส่ “กระสวยทอผ้า”ทำกาทอผ้าต่อไป

การทอผ้าดินภูเขาไฟด้วยกี่กระตุกเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดมานาน ด้วยลายเพิ่มทรัพย์ ลายลูกแก้วฯผ้าลาวาดินภูเขาไฟ นอกจากทอขายเป็นผืน ทางกลุ่มได้ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชายและหญิงทั้งทั้งเสื้อสูทร เสื้อซาฟารี เสื้อลำลองกระโปรงด้วย


นอกจากนี้นำมาทำเป็นของชำร่วยกระเป๋าถือ กระเป๋าเงินสุภาพสตรี พร้อมกับหมวกหลายชนิด เพื่อเป็นการต่อยอด มีการนำผ้าลาวาดินภูเขาไฟ มาตีกรอบวาดภาพใส่ลงไป ซื้อไปประดับบ้าน ร้านอาหาร มอบเป็นที่ระลึกแก่แขกบ้านแขกเมืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเมื่อนำไปเปิดบูธ ไม่เพียงมีแต่ผ้าอย่างเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด สร้างมูลค่าเพิ่มและความสนใจแก่นักช็อป

อนึ่ง สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ OTOP ไปจัดแสดงเปิดบูธที่ JJ มอล เมืองทองธานีบ่อยครั้ง ผลิตภัณฑ์ ผ้าศรีลาวา ได้รับความนิยมสูงสุด นำรายได้มาสูจังหวัดศรีสะเกษปีละหลายร้อยล้านบาททีเดียว