Loading...


บินลัดจากเมืองลุงแซมสู่ไทยแลนด์










ออกเดินทางเมื่อต้นปี กลับมาอีกทีกาลเวลาก็หมุนเคลื่อนเข้าสู่อีกฤดู การเดินทางเหมือนยาวนาน - การเดินทางเหมือนชั่วพริบตา ความรู้สึกและเข็มนาฬิกาย่อมชี้ค่าที่ต่างกัน

..

เมื่อวาน

สิบหกนาฬิกากว่าๆ ถึงแผ่นดินแม่โดยละม่อม ผ่านขบวนการตรวจตราตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ หลายสิบชีวิตทำงานคัดกรองคนเดินทางในเที่ยวบินนำคนไทยกลับบ้านอย่างแข็งขัน มีคนช่วยแบกกระเป๋า คนนำขึ้นรถบัส รถตำรวจแล่นนำขบวนออกจากสุวรรณภูมิ รถบัสแล่นมาส่งโรงแรมแห่งหนึ่งที่พัทยา ลงรถก็ตรวจวัดไข้ตรงหน้าโรงแรม ฟังชี้แจงข้อปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ คัดกรองและแยกบรรดาผู้โดยสารเข้าสู่ห้องพัก

สามทุ่ม ลากและแบกกระเป๋าขึ้นห้อง สำรวจตรวจตราห้องพัก มีทุกอย่างเหมือนโรงแรมทั่วไป มองดูข้าวกล่องกับต้มจืดซึ่งวางรออยู่บนโต๊ะ เปิดกินก่อนดีกว่า

 

ท้องอิ่ม เอนร่างลงเตียงนุ่มๆ ผ้าปูที่นอนขาวนวลดูดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปพร้อมกับการหลับไหล ตีสามรู้สึกหนาว ควานหาที่ปิดเครื่องปรับอากาศแต่ไม่เจอ ลุกต้มน้ำชงกาแฟ เปิดม่านมองออกไปนอกห้อง โรงแรมขนาดกลางแต่มีหลายอาคาร ด้านล่างระหว่างอาคารมีสระว่ายน้ำ มองดูน้ำสีฟ้าสะท้อนไฟอยู่พักใหญ่ ผิวน้ำสะท้อนภาพชีวิตที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ

 

ยืนมองผืนน้ำจนรู้สึกเหน็บหนาว กลับไปมุดตัวในผ้าห่มสีขาว ฝืนให้หลับไม่ไหว ดีดตัวคว้ากีตาร์ เขี่ยสายเหล็กอยู่แผ่วเบา เมื่อยหลัง ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หากได้ซักมือมาบีบนวดคงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์

หกโมงกว่า วัดไข้ด้วยปรอทที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมให้ สามสิบหกองศา ส่งผลตรวจอุณหภูมิผ่านไลน์ ห้องยังหนาว โทรถามเจ้าหน้าที่สอบถามที่เปิด-ปิดแอร์ ได้คำตอบมาจึงรู้ว่าตัวเองช่างโง่เขลาและบ้านนอกจริงๆ

จวนจะเที่ยงแล้ว แต่ยังไม่มีอาการง่วง อย่าว่าแต่สามหาว แม้หาวเดียวก็ไม่มี ทำไมเราเป็นคนดีเช่นนี้ไปได้

เครดิต: Prayoon Hongsathon


Loading...






ประเด็นที่เกี่ยวข้อง : บินลัดจากเมืองลุงแซมสู่ไทยแลนด์  

Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ