Loading...


"เกวียน"พาหนะบรรทุกโบราญ นับวันจะสูญหายกลายเป็นอดีด










เกวียน พาหนะบรรทุกโบราญ

นับวันจะสูญหายกลายเป็นอดีด

โดย เสนาะ วรรักษ์

เกวียนที่มีโครงไม้ข้างบนอย่างนี้ที่ชาวบ้านโก อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ บรรทุก หม้อดิน โอ่งดิน เอาฟางข้าวกั้นกันไม่ให้กระทบกันแตก โดยใช้วัวเทียมเกวียนแทน รอนแรมไปขาย ค่ำไหนนอนนั่น บนถนนจะมีเกวียนบรรทุกหม้อไป หลายปีมานี้ไม่เห็นอีกแล้วเป็น พาหนะ ที่นำพาผมออกมาจากบ้านนอกมาอำเภอ เป็นประจำตลอดหลายปี

ผมเล่าท้าวความได้ละเอียดยิบทีเดียว เคยเขียนไปบ้างแต่พยายามไม่ให้ซ้ำเดิม หามุมใหม่เอาข้าวเปลือกใส่กระสอบใหญ่ใส่เกวียนไปขายอำเภอ แม่ให้นั่งบนกระสอบ ไม่ยอมให้เดิน สมัยนั้นหนทางขรุขระ หน้าฝนเกวียนก็ติดหล่ม น่าสงสารวัว

ตื่นแต่เช้าตรู่แม่หุงข้าวซ้อมมือ ห่อใบตองกุงใส่ปลาทูเค็มมาด้วย1ตัว ทอดไข่ น้ำบ่อใส่ขวดน้ำ ขวดแม่โขงที่กินหมดแล้ว ติดมาด้วย มาถึงป่าละเมาะข้างทางก่อนถึงตัวอำเภอ พักเกวียนให้วัวกินหญ้า โอกาศนี้ก็เอาข้าวออกมากิน สมัยเป็นเด็ก ไม่มีทีวีดู ไม่มีสื่อให้รู้ว่าโลกเป็นอย่าง สังคมเป็นแบบไหน เหมือนกบในรูว่างั้นเถอะ ความยากดีมีจนไม่รู้ ไม่มีอะไรเปรียบเทียบ วิถีชีวิต ลิขิตให้เราเป็นแบบนี้ ก็ไม่อนาทรอะไร ไม่ได้คิดอะไร

เสาร์ อาทิตย์ อยู่อำเภอก็เดินเท้ากลับบ้าน ตากฝนตากแดด ลุยโคลนก็ได้ผจญมาทำให้เกร่ง กว่าฝึกกังฟูในวัดเส้าหลินบ้านผมมีวัว มีเกวียน เอาช่างชาวบ้านมาทำเกวียน ได้รู้ ได้เห็น ชีวิตในบ้านนอก 60-70 ปีก่อนมันกันดารมาก อยู่อย่างยากลำบากครับ ฤดูร้อนก็ร้อนแล้งมาก น้ำในหนองใหญ่น้ำแห้งขอด ต้องไปขุดบ่อด้วยแรงคนเพื่อเอาน้ำบ่อมาดื่ม พี่สาวต้องเอาครุถังไปรอคิวหาบกลับบ้าน มาดื่มสดๆไม่มีการต้ม คิดแล้วขนลุก ฤดูหนาวก็เย็นยะเยือก หมู่บ้านที่ผมอยู่ต้นไม้ไม่หนาแน่น จึงมีลมแรง

หมู่บ้านผมใกล้กับอำเภอเมืองสุรินทร์ไม่ใกลจากท่าตูมเมืองช่างนักเป็นหมู่บ้านขนาดกลาง แม้กระนั้น มีประเพณีวัฒนธรรมมากมาย หมอเจรียงก็มี ช่างตีเหล็ก การเลี้ยงหม่อนทอผ้าไหมการรำสาก หมอทำเสน่ห์ ตกเย็นสาวก็จะจะดตะเกียงน้มันก๊าซ หนุม็จะเป่าแคนใานั่งจีบ เป็นบรรยากาศแบบชนบท การกินข้าวเขมรจะเอากับข้าวมาวางกับกระด้ง แกงจะตักแบ่งกันไปเลย กินมือครับ มีหอยกาบเอามาตักน้ำแกง บางทียกซดเลย นานๆจะมีอาหารเรียกว่า

"ละแวกะดาม" โดยทำจากมันปูหน้าตาคล้ายน้ำยาขนมจีนนั่นแหละ หากเรียกน้ำยาปลา อันนี้เรียกน้ำยาปู ได้เลยครับ

 

แถวนี้เขาเรียนคาถาอาคม เสน่ห์ยาแฝดกันมาก ใครที่เรียนไสยศาสตร์ จะต้องคะลำ หรือห้ามลอดราวผ้าถ้ง หรือค้างฟัก แฟง คาถาจะเสื่อม คนที่เรียนต้องยกครูและต้องสักตามหัวด้วยน้ำมันพราย ผมเห็นกับตาสมัยก่อน มีโรคฝีดาษระบาด คนป่วยเมื่อฝีดาษออกเต็มตัวต้องนอนกับใบตองกล้วย เพราะมันจะติดที่นอน ทุกวันนี้โรคนี้หมดไปจากเมืองไทยแล้ว

ชาวบ้านเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องกินยาสมุนไพรจากหมอโบราญ หมู่บ้านปมก็มี โดยการเอายารากไม้ หลายชนิดมาฝนกับหิน ฝนมืด เพื่อให้รากไม้ลงไปในน้ำในขัน เมื่อได้ครบตามที่หมอต้องการแล้วก็ดื่ม ประมาณ 1แก้ว ผมก็ได้ดื่มเช่นกัน เวลาเป็นไข้ตัวร้อน อย่างดีก็ยาแก้ไข้ตราสิงห์ เป็นซองมีผง ก่อนยาทันใจ เตี่ยผมจะเก็บยาสมุนไพรที่เกิดในสวนมาหลายหลายชนิดมาต้มให้ดื่ม แล้วก็ห่มผ้าให้เหงื่อออกก็จะทุเลาครับ ผมจำได้ว่ามีต้นลูกใต้ใบ ต้นน้ำนมราชสีห์ฯ

ชาวบ้านส่วนมากจะมีสไบและผ้าขาวม้า ติดตัวทุกคน เป็นผ้าิเนกประสงค์ ใช้แทนกางเกง โพกหัวคลุมกาย ปธนอน ผูกแปลนอน ห่อสิ่งของ มัดลากฟืน

 

ทุกวันนี้ เอามามัดเอวเวลาแขกบ้านแขกเมืองมา คนที่แสดงตัวเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์เอามาพันคอ ให้เป็นสัญญลักษ์แต่ หงา คาราวาน เขมรสุรินทร์คอมมิวนิสต์แท้ ไม่เห็นเอาผ้าขาวม้ามาแนบกายเลยเห็นก็แต่ พล พต เขมรแดง ที่มีผ้าขาวม้าแนบกาย เพราะอาศัยอยูป่าต้องใช้ผ้าขาวม้า

 

อย่างไรก็ตาม แม้เกวียนนับวันจะหมดไป แต่ผ้าขาวม้ายังคงเป็น ความจำเป็นที่ต้องใช้ในการผูกเอวต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ของคนอีสาน


Loading...







Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ