อีก 1 มหากาพย์ เมื่อ"ไชยวัฒน์" อดีตอธิบดี ปค. ร้อง ป.ป.ช. ฟันอาญา 'ภูมิธรรม-อรรษิษฐ์' ผิด ม.157 ปมใช้อำนาจโยกย้ายไม่ชอบธรรม

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราว ที่อยู่ในกระแสสังคม และเป็นที่ติดตามของคน ในวงการ "สิงห์มหาดไทย" และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบในวงการข้าราชการไทย เมื่อนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่ตนถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยในช่วงก่อนเกษียณอายุราชการ
โดยในคำร้องได้ระบุกล่าวหา นายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์ใช้อำนาจโยกย้ายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ผู้ร้องได้ชี้แจงประเด็นสำคัญว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันภายหลังการมอบนโยบายเพียงไม่นาน โดยปราศจากเหตุผลชี้แจงเฉพาะรายบุคคลว่าผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และไม่มีความชัดเจนว่าการย้ายพ้นจากตำแหน่งอธิบดีนั้นเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริงของทางราชการ นอกจากนี้ การย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ยังถือเป็นการลดทอนบทบาท อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่การสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งตามปกติ

โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ทำให้ผู้ร้องสูญเสียโอกาสในการกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกียรติประวัติและโอกาสหลังเกษียณของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
เพื่อสนับสนุนน้ำหนักของข้อกล่าวหา ไชยวัฒน์ได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ซึ่งก่อนหน้านี้มีมติเสียงข้างมากชี้ขาดแล้วว่า การดำเนินการโยกย้ายในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อระบบคุณธรรม จึงนำมาสู่การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวนอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคล ตลอดจนสืบสวนหาตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าว
โดยผู้ร้องยืนยันว่ามิได้ต้องการให้ ป.ป.ช. ด่วนสรุปความผิดล่วงหน้า แต่ประสงค์ให้เกิดการไต่สวนอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครองหลักนิติธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน
คดีดังกล่าวมิได้เป็นเพียงประเด็นข้อพิพาทส่วนบุคคลในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นบททดสอบและคำถามสำคัญต่อ ระบบคุณธรรม ในแวดวงระบบราชการไทย ว่าการใช้อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับที่ตรวจสอบได้ และต้องไม่ลิดรอนสิทธิหรือเกียรติภูมิของผู้ถูกออกคำสั่ง
ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า การออกคำสั่งทางปกครองที่ ก.พ.ค. วินิจฉัยแล้วว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะขยายผลไปสู่ความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ต่อไป
นับเป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ที่จะต้องมีการต่อสู้กันไปอีกยาว จนถึงบทสรุปว่าจะจบกันแบบไหนอย่างไร

