ทลายเครือข่ายค้าปืนข้ามชาติ ปลัดฉาวสวมสิทธิ์ใบ ป.3 ปลอมกว่า 400 กระบอก

ทลายเครือข่ายค้าปืนข้ามชาติ ปลัดฉาวสวมสิทธิ์ใบ ป.3 ปลอมกว่า 400 กระบอก





Image
ad1

กรมการปกครองเปิดฉากปฏิบัติการเดือด "ขจัดเหลือบราชสีห์" กวาดล้างขบวนการค้าอาวุธปืนข้ามชาติครั้งใหญ่ หลังพบความผิดปกติในระบบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ "อดีตปลัดอำเภอ" ผู้ฉาวโฉ่กลายเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการในครั้งนี้ ภายหลังพบความเชื่อมโยงกับกระบวนการทุจริตที่ซับซ้อนและยาวนาน

จุดเริ่มต้นของความคลี่คลายในคดีนี้ เกิดขึ้นจากการตรวจสอบเชิงลึกของกรมการปกครอง ที่พบข้อมูลน่าตกใจในห้วงปี พ.ศ. 2565–2566 ว่ามีการออกใบ ป.3 เป็นจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่มีการนำมาจดทะเบียนครอบครองปืน (แบบ ป.4) ตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงนำไปสู่การสืบสวนจนพบพฤติการณ์การปลอมแปลงเอกสารราชการและลายมือชื่อเจ้าพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยมีการดึงชื่อบุคคลทั่วไป รวมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) มาสวมสิทธิ์ขออนุญาตซื้อปืนโดยที่เจ้าตัวไม่มีส่วนรู้เห็น เพื่อนำอาวุธปืนทั้งสวัสดิการและปืนร้านค้ากว่า 400 กระบอก หลุดออกไปสู่ตลาดมืดและประเทศเพื่อนบ้าน

ปฏิบัติการสายฟ้าแลบโดยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ภายใต้การอำนวยการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ข้างเคียงตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 โดยสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นอาวุธปืนยาวและเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก

ที่น่าสนใจที่สุดในคดีนี้ คือการเปิดโปงตัวการสำคัญอย่าง "นายอภิสิทธิ์ จันทร์คำ" หรือ "อดีตปลัดโอ" อดีตปลัดอำเภอเวียงแหง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกสั่งออกจากราชการจากกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการสวมตัวคนต่างด้าวมาแล้วครั้งหนึ่ง มาในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมแปลงใบอนุญาตและบริหารจัดการเครือข่ายทุจริตในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญ" ด้านช่องโหว่ของทางราชการ โดยมี "นายณัฏฐวุฒน์ วัฒนภานันท์" อส.อำเภอเชียงของ เป็นมือขวาทำหน้าที่รวบรวมเอกสารและดำเนินธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอดีตปลัดโอมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน

เครือข่ายอาชญากรรมนี้ถูกวางโครงสร้างอย่างแน่นหนา มีการแบ่งงานกันทำชัดเจน ทั้งกลุ่มนายทุนผู้ออกเงิน กลุ่มนายหน้าจัดหาปืน กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปลอมแปลงเอกสาร และกลุ่มร้านจำหน่ายอาวุธปืนที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้ขบวนการ ส่งผลให้อาวุธปืนกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายสำหรับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเน้นย้ำถึงนโยบาย "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" เพื่อกวาดล้างอิทธิพลมืดที่แฝงตัวอยู่ในหน่วยงานราชการ โดยยืนยันว่าปฏิบัติการ "ขจัดเหลือบราชสีห์" จะไม่มีการหยุดเพียงแค่นี้ แต่จะมีการขยายผลสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใดหรือหน่วยงานใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและไม่มีข้อยกเว้น เพื่อคืนความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบทะเบียนอาวุธปืนของประเทศไทยให้กลับมาเป็นเครื่องมือรักษาความสงบสุข แทนที่จะถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป