ชีวิตรันทดดิ่งนรก! พิษคัดคนไทย-รับแต่ต่างด้าว หนุ่มใหญ่ตกงานเดินเท้าครึ่งเดือน คุ้ยเศษอาหาร-เคี้ยวมาม่าดิบ!

ชีวิตรันทดดิ่งนรก! พิษคัดคนไทย-รับแต่ต่างด้าว หนุ่มใหญ่ตกงานเดินเท้าครึ่งเดือน คุ้ยเศษอาหาร-เคี้ยวมาม่าดิบ!





Image
ad1

ชีวิตรันทดดิ่งนรก! พิษคัดคนไทย-รับแต่ต่างด้าว หนุ่มใหญ่ตกงานเดินเท้าครึ่งเดือน คุ้ยเศษอาหาร-เคี้ยวมาม่าดิบ!อนาถจิตเหลือ 11 บาท สวนทางเมืองอุตสาหกรรม EEC นักข่าวเจอจังๆ โดดอุ้มชุบชีวิตส่งต่อสู้เพื่อฝัน

กบินทร์บุรีแตกตื่น! บันทึกชีวิตสุดรันทดหนุ่มใหญ่บุรีรัมย์วัย 51 ปี ตกงานเคว้งกลัวเป็นภาระญาติ ตัดสินใจเดินเท้าลุยเดี่ยวข้ามจังหวัดจากจันทบุรีมุ่งหน้าแปดริ้ว หวังเสี่ยงดวงตายดาบหน้า ซ้ำร้ายวอล์กอินสมัครงานแคมป์ก่อสร้างเจอไล่ส่ง อ้างสลด "รับแต่เขมร ไม่รับคนไทย" ทนหิวโซเดินตากแดดเหงื่อท่วมกายค่ำไหนนอนนั่น คุ้ยเศษอาหารริมทาง-เคี้ยวมาม่าดิบประทังชีวิต อนาถใจเหลือเงินติดกระเป๋าแค่ 11 บาท สวนทางกระแสปราจีนฯ เมืองอุตสาหกรรม EEC บอร์ดเดอร์สีชมพู นักข่าวหัวใจพระกระโดดอุ้มเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ย่าง ยัดเงินใส่มือส่งต่อตามฝัน

เรื่องราวชีวิตสุดแสนรันทด ดิ่งลึกยิ่งกว่านรกบนดินของชายไทยรายหนึ่ง ที่ต้องกัดฟันเตะฝุ่นดิ้นรนต่อสู้กับโชคชะตา เดินเท้าข้ามจังหวัดเป็นระยะเวลานานเกือบครึ่งเดือน เพื่อมุ่งหน้าไปตายดาบหน้าหางานทำ โดยอาศัยเก็บของเก่าข้างทางขาย และประทังชีวิตด้วยเศษอาหารแสนอนาถไปวันๆ

เหตุการณ์สะเทือนใจคนทั้งประเทศครั้งนี้เปิดเผยขึ้น หลังจากที่ผู้สื่อข่าวตระเวนไปทำหน้าที่ฐานันดรที่ 4 เสร็จสิ้น และได้ขับขี่รถจักรยานยนต์แวะเติมน้ำมันบริเวณปั๊มบางจาก ริมถนนทางหลวงแผ่นดินสาย 304 (กบินทร์บุรี – ฉะเชิงเทรา) ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี สายตาพลันไปสะดุดกับชายหนุ่มนิรนามคนหนึ่ง กำลังเดินลากสังขารอยู่ริมถนนในสภาพเหงื่อท่วมตัว เนื้อตัวมอมแมม สะพายและถือถุงปุ๋ยติดตัวมาด้วยแววตาสุดสิ้นหวัง

ทันทีที่ชายคนดังกล่าวเห็นขวดน้ำในตะกร้ารถจักรยานยนต์ของผู้สื่อข่าว เหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จึงได้เอ่ยปากขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหิวโซว่า

“พี่ครับ ผมขอน้ำไว้กินขวดหนึ่งได้ไหมครับ ผมหิวน้ำ เดินทางมาจากโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ครับ”

เมื่อเห็นสภาพความยากลำบากและเวทนาจับใจชนิดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผู้สื่อข่าวไม่รอช้า รีบพานายสามารถไปเลี้ยงข้าวเหนียวไก่ย่างที่ร้านค้าใกล้เคียงทันที โดยนายสามารถยังคงแสดงความเกรงใจและขอเพียงไก่ย่าง 3 ไม้ ข้าวเหนียว 2 ห่อเท่านั้น แต่ผู้สื่อข่าวใจดีตบเพิ่มให้เป็นข้าวเหนียว 3 ห่อ ไก่ย่าง 3 ไม้ เพื่อให้เขาสามารถอิ่มท้องได้อย่างเต็มคราบในรอบหลายวัน

จากการสอบถามเบื้องต้น ชายใจเด็ดคนนี้ทราบชื่อคือ นายสามารถ โสปัญหาริ อายุ 51 ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่หมู่ที่ 5 ต.เมืองไผ่ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ได้เปิดเผยเส้นทางชีวิตอันขมขื่นและเต็มไปด้วยรอยแผลใจว่า อดีตเคยมีครอบครัว มีภรรยาและลูกชายด้วยกัน 2 คน ต่อมาตนเองต้องระหกระเหินออกไปทำงานต่างจังหวัดเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แต่ฟ้าผ่ากลางอกชะตาเล่นตลก เมื่อกลับมาบ้านพบว่าภรรยามีสามีใหม่ จึงต้องกลืนเลือดแยกทางกันมานานเกือบ 20 ปี

ล่าสุดได้ไปอาศัยอยู่กับญาติที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี แต่ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรีและความเกรงใจ ไม่อยากเป็นภาระให้ใครเดือดร้อน จึงตัดสินใจแบกถุงปุ๋ยเดินเท้าออกมาหางานทำเพียงลำพัง โดยพยายามเดินวอล์กอินเข้าไปสมัครงานตามแคมป์คนงานก่อสร้างต่างๆ ระหว่างทาง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เจ็บช้ำน้ำใจที่สุดเมื่อเจ้าของแคมป์อ้างว่า “รับเฉพาะแรงงานกัมพูชา ไม่รับแรงงานไทย” ตนจึงไม่มีทางเลือก ต้องตัดสินใจเดินเท้าต่อไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว เพื่อเสี่ยงโชคหางานทำอีกครั้ง

ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะท้อนใจและตั้งคำถามดังก้องไปยังหน่วยงานรัฐเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบัน จ.ปราจีนบุรี กำลังมีกระแสเคลื่อนไหวและเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมเป็นจังหวัดที่ 4 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อต้อนรับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับโลก แต่ในความเป็นจริง แรงงานไทยในท้องถิ่นและแรงงานข้ามจังหวัดกลับต้องเผชิญภาวะตกงาน ถูกจำกัดโอกาส และต้องดิ้นรนอย่างเคว้งคว้างไร้คนเหลียวแล

หนุ่มใหญ่สู้ชีวิต เล่าต่อด้วยแววตาหม่นหมองปนหยาดน้ำตาว่า ตนเดินทางออกจากจันทบุรีมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว โดยไม่มีเงินติดตัวเลย ตลอดเส้นทางอาศัยเก็บของเก่าจำพวก กระป๋องเบียร์ กระป๋องน้ำอัดลม และเศษเหล็กริมถนน นำไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่า ได้เงินประทังชีพครั้งละ 30-100 บาทเท่านั้น

“วันไหนขายของเก่าไม่ได้ ก็ต้องเดินหาเก็บเศษอาหารที่คนทิ้งไว้ริมทางมากินเพื่อประทังชีวิต บางครั้งก็มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (มาม่า) แกะซองแล้วเทน้ำใส่ กินดิบๆ ทั้งอย่างนั้นเพื่อบรรเทาความหิว โดยในวันนี้เหลือเงินเศษสตังค์ติดตัวอยู่เพียงแค่ 11 บาทเท่านั้นครับ”

ก่อนจากกันด้วยความอาลัย ผู้สื่อข่าวได้มอบเงินช่วยเหลือส่วนตัวจำนวน 100 บาท เพื่อให้นายสามารถเก็บไว้ซื้ออาหารกินในมื้อถัดไป ซึ่งตอนแรกนายสามารถปฏิเสธเสียงแข็งเนื่องจากไม่เคยคิดจะขอเงินใครฟรีๆ แต่ด้วยความจริงใจของผู้สื่อข่าวทำให้เจ้ารับเงินพร้อมยกมือไหว้ท่วมหัว ส่งรอยยิ้มแรกในรอบหลายวันและให้พรตอบแทนว่า “ขอบคุณครับวันนี้พี่ให้เงินผม 100 บาท ก็ขอให้บุญกุศลย้อนกลับไปหาพี่ร้อยเท่าเช่นกันครับ” ก่อนจะแบกถุงสัมภาระออกเดินทางมุ่งหน้าเดินเท้าสู่จุดหมายแปดริ้วเพื่อล่าความฝันต่อไป ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุและหัวใจคนไทยที่ไร้รัฐสวัสดิการดูแล

###    มานิตย์  สนับบุญ – ข่าว / ทองสุข  สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###