กรมชลฯ สรุปผลศึกษา "อ่างเก็บน้ำแม่สาว" จ.เชียงใหม่ แก้น้ำท่วม-แล้งยั่งยืน

กรมชลประทานจัดปัจฉิมนิเทศสรุปผลศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เผยเป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว สูง 63 ม. ยาว 388 ม. จุน้ำ 14.70 ล้าน ลบ.ม. งบก่อสร้าง 1,171.59 ล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญฯ กรมชลประทาน ระบุ โครงการช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งช่วง ก.พ.-พ.ค. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 15,431 ไร่ พร้อมทำหน้าที่ชะลอน้ำป่า บรรเทาน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ภูเขาสูงอำเภอแม่อาย

ย้ำจัดทำ EIA ครบถ้วน มีแผนดูแลสิ่งแวดล้อม 50 ปี และรับฟังความเห็นประชาชน 8 ครั้งแล้ว ขั้นต่อไปเตรียมเสนอ EIA และ ครม. อนุมัติงบรวม 1,177.74 ล้านบาท ก่อนเดินหน้าจ่ายชดเชยที่ดินและก่อสร้าง
ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่อาย สร้างความมั่นคงน้ำ-ลดภัยพิบัติ-ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสมศักดิ์ เขื่อนแก้ว เลขานุการกลุ่มบริหารจัดการน้ำชลประทานฝ่ายแม่สาว ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการว่าเมื่อสมัยปี 2558-2559 เกษตรกรที่นี่เกิดความขัดแย้งกันในกลุ่มเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง จึงเสนอให้กรมชลประทานเข้ามาทำโครงการอ่างเก็บน้ำขึ้น พร้อมทั้งได้ยื่นเสนอโครงการไปตามขั้นตอนต่างๆ

จนกระทั่งได้มีการออกสำรวจ และศึกษาถึงปัญหาต่างๆจนได้ทุนการดำเนินงานมาถึง 30 กว่าล้านบาท ต้องยอมรับว่าประชาชนที่นี่ทุกคนดีใจมากที่จะได้มีมีอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในด้านการเกษตร พร้อมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านอุทกภัยอีกด้วย

ทั้งนี้ยังเชื่อมั่นว่าหลังจากที่มีอ่างเก็บน้ำแล้วจะมีการส่งเสริมอาชีพเสริมต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว รวมไปถึงการทำการประมงตรงนี้ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังอยากให้กรมชลประทานช่วยเผยแพร่ข่าวสารความคืบหน้าต่างๆในด้านการบริหารอ่างเก็บน้ำสู่เกษตรกรด้วยเพราะเรามีโอกาสที่จะเข้าถึงข่าวสารในโซเชียลน้อยมากจึงอยากฝากตรงนี้ไว้ด้วย

นายพรมนัส แก้วสาลวิน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงปัญหาภัยแล้งในอดีตสู่โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาวที่ชาวตำบลแม่สาว จ.เชียงใหม่ กำลังรอคอยว่า ย้อนไปเมื่อปี 2557 พื้นที่ตำบลแม่สาวประสบปัญหาขัดแย้งรุนแรงจากการแย่งน้ำทำกินระหว่างกลุ่มชาวสวนและชาวนา เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ นายอนันต์ สุนทรอาจ แกนนำในพื้นที่ จึงรวบรวมรายชื่อชาวบ้านถวายฎีกาถึงสำนักพระราชวัง ขอให้มีการสำรวจพื้นที่เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนและลดความขัดแย้ง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาว”

ยอมรับว่าในช่วงแรกที่ทราบว่ากรมชลประทานจะเข้ามาดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านจำนวนมากเกิดความกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่อง เขื่อนแตก อ่างชำรุดเนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ใกล้ริมน้ำและผูกพันกับวิถีชีวิตลำน้ำมาตลอด หลายคนเปรียบเสมือนเป็น “ระเบิดเวลา”
แต่หลังจากทีมวิศวกรของกรมชลประทานลงพื้นที่สำรวจและทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน อธิบายเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอย่างละเอียด ก็สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านมากขึ้น แกนนำกล่าว พร้อมระบุว่า ข้อร้องเรียนและข้อห่วงใยต่างๆ ของชาวบ้าน ได้ถูกรวบรวมบรรจุไว้ในแผนงาน และจะจัดทำเป็นหนังสือส่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายอนันต์ สุนทรอาจ แกนนำในพื้นที่ จึงรวบรวมรายชื่อชาวบ้านถวายฎีกาถึงสำนักพระราชวัง
สำหรับประโยชน์ที่ชาวบ้านคาดว่าจะได้รับจากอ่างเก็บน้ำแม่สาว ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 5,000 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
ประโยชน์ทางตรง คือแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกส้ม ทุเรียน และข้าวเป็นหลัก เสริมด้วยข้าวโพดพืชเศรษฐกิจ ให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี สร้างความมั่นคงในอาชีพ

นายพรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน
ประโยชน์ทางอ้อม คือผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ถาวร ปัจจุบันชุมชนได้เริ่มปลูกต้นไม้และปรับภูมิทัศน์รอบพื้นที่โครงการไว้รองรับแล้วฝากรัฐเร่งสร้าง พร้อมเสนอตั้งกลุ่มบริหารน้ำแบบยั่งยืน
โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาวไม่ใช่แค่แหล่งกักเก็บน้ำ แต่เป็นความหวังในการยุติความขัดแย้ง และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนตำบลแม่ขาวอย่างยั่งยืนต่อไป

“นางสมร ประเสริฐ” อายุ 70 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 บ้านเลขที่ 117 ที่ต้องจำใจสละที่ดินมรดกซึ่งบรรพบุรุษบุกเบิกไว้ตั้งแต่ตนอายุเพียง 7 ขวบ ให้กับโครงการของรัฐ ท่ามกลางความไม่ชัดเจนเรื่องค่าชดเชยที่ดินไม่ใช่แค่ที่ทำกิน แต่คือสุสานบรรพบุรุษ
นางสมร เล่าย้อนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ที่ดินบริเวณโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาว คือผืนดินที่ “ตากับยายบุกเบิกเองกับมือ” เพื่อหวังให้ลูกหลานได้ทำกินสืบต่อกันไปรุ่นสู่รุ่น ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษ ซึ่งครอบครัวไม่เคยคิดจะย้ายไปไหน

“ความจริงแล้วแต่แรกเราก็คัดค้านเพราะไม่อยากได้ เราเป็นผู้เสียผลประโยชน์ที่ดินทำกินของเรา แต่รอบๆ ข้างเขาก็เห็นด้วยกันหมด มีแต่เราไม่เห็นด้วยคนเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องเห็นด้วยกับเขา คือไม่เห็นด้วยกับเขาก็บังคับไปในตัว” นางสมรกล่าว
นางสมร ระบุว่า เดิมครอบครัวมีที่ดินจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาถูกกันแนวเขตจากการขุดลอกคูคลองส่งน้ำให้ที่นาของชาวบ้านอื่น โดยให้เหตุผลว่ากลัวตลิ่งพัง ทำให้พื้นที่ทำกินของตนลดลงเรื่อยๆ “ตรงนี้ก็ไม่ได้ ตรงนั้นก็ไม่ได้ เราก็ปล่อยเขาไป ตอนนี้ก็เหลือเท่านี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเท่าไหร่

ปัจจุบันนางสมรอยู่เฝ้าที่ดินเพียงลำพัง ส่วนลูกหลานแยกย้ายไปทำงานต่างถิ่น จะกลับมาพร้อมหน้ากันเพียงปีละครั้งวอนรัฐ “ให้ทุนพอทำกิน” เพราะยังไม่รู้ได้ชดเชยเท่าไหร่
ประเด็นที่นางสมรเป็นกังวลที่สุดคือ “ความไม่ชัดเจนของค่าชดเชย” จนถึงวันนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะได้รับเงินเท่าใด และจะคุ้มค่ากับที่ดินที่เสียไปหรือไม่ จึงอยากฝากให้เจ้าหน้าที่เห็นใจหน่อย ให้เราได้มีทุนทำกินต่อไป เป็นทุนที่พอจะเหลือ ไม่ใช่ว่าได้มานิดเดียว เราก็ไม่คุ้ม เพราะเราหลายคน

นางสมรทิ้งท้ายด้วยความกังวลถึงอนาคตของลูกหลานว่า “ที่ของพ่อของแม่ที่เขาทำไว้ก็ไม่มีแล้ว เขาจะกลับมากันยังไง อยู่กันยังไง เราก็ยังไม่รู้เลยตอนนี้ พูดกันไม่ถูกเลย”



.

