ทวงคืนทางเท้ากบินทร์บุรี: ป.ป.ช. ปราจีนฯ ประสานเสียงชมรม STRONG เปิดหน้าชกกลุ่มทุนรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ปลุกจิตสำนึกเคารพสิทธิ์ส่วนรวม

ปราจีนบุรี - ปัญหาการละเลยการบังคับใช้กฎหมายและการปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนรายย่อยและร้านค้าตั้งวางสิ่งของรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดปราจีนบุรี เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องปรามเชิงรุก นำกำลังภาคีเครือข่ายลงพื้นที่ตรวจสอบย่านเศรษฐกิจสำคัญ หลังประชาชนร้องเรียนปัญหาสิทธิ์ในการสัญจรถูกเบียดขับและเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก มุ่งหวังกระตุ้นเตือนและปลุกจิตสำนึกให้สังคมหันกลับมาเคารพสิทธิ์ของส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี นางสาวน้ำฝน ศาสตร์พิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานป้องกันการทุจริต ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับชมรม STRONG - จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดปราจีนบุรี กรมคุมความประพฤติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นนทรี เพื่อติดตามความคืบหน้าในการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด บริเวณตลาดหน้าเครือสหพัฒน์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

การเคลื่อนไหวของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ มีหมุดหมายสำคัญเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดพฤติการณ์ทุจริต หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักเป็นต้นตอของปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่สาธารณะ

ด้านนายณรงค์ชัย ภักดีณรงค์ชัย ประธานคณะกรรมการชมรม STRONG - จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดปราจีนบุรี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะบริเวณตลาดหน้าเครือสหพัฒน์ ถนนสุวรรณศรสายเก่า (ประจันตคาม – กบินทร์บุรี) หรือทางหลวงสาย 33 มุ่งหน้าเข้าเทศบาลตำบลกบินทร์ ต.นนทรี เป็นวิกฤตที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน 16.30 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของหนุ่มสาวโรงงานนับหมื่นชีวิต พื้นที่ดังกล่าวจะกลายสภาพเป็นอัมพาตทันที เนื่องจากมีกลุ่มรถยนต์เปิดท้ายขายของเข้ามาจอดขวางทาง ซ้ำร้ายแผงค้าและร่มแม่ค้ายังกางบดบังวิสัยทัศน์บริเวณทางเลี้ยวทางแยกอย่างรุนแรง บีบบังคับให้เดินเท้าต้องลงไปเดินบนพื้นผิวจราจรจนเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้รับบาดเจ็บมาแล้วนับไม่ถ้วน

"ปัญหาความเห็นแก่ตัวครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในนิคมอุตสาหกรรม รถดับเพลิงหรือรถพยาบาลจะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังพบการลักลอบเทน้ำล้างจาน คราบน้ำมัน และขยะลงท่อระบายน้ำจนส่งกลิ่นเหม็นเน่า เป็นการทำลายสุขอนามัยชุมชนและเอาเปรียบผู้ประกอบการที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง" นายณรงค์ชัย ระบุ

ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี (อบต.) ได้มีการออกประกาศเตือน ขีดเส้นตาย และปิดป้ายคำสั่งให้รื้อถอนแผงค้าเถื่อนไปแล้วถึง 3 ครั้งซ้อน ทว่ายังคงมีกลุ่มผู้ค้าบางส่วนเพิกเฉยและท้าทายกฎหมาย ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตีกรอบขีดสีตีเส้นจราจรจัดระเบียบไปแล้วกว่า 80% พร้อมกางข้อกฎหมายเตรียมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดรายตัว

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ฝ่าฝืนจะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายอย่างหนัก เริ่มต้นจาก พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 (มาตรา 19-20) ในกรณีซื้อขายสินค้าหรือตั้งวางสิ่งของเกะกะบนถนนและทางเท้า มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท และถูกริบสินค้าทันที

ขณะเดียวกัน หากแผงค้าใดก่อให้เกิดกลิ่น ควัน เสียงดังรบกวน หรือทิ้งขยะเรี่ยราดอันส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย จะถูกดำเนินคดีตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งหากเจ้าหน้าที่สั่งให้รื้อถอนแล้วยังฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ค้าที่หัวหมอนำกรวย ยางรถยนต์ หรือกระถางต้นไม้มาตั้งกั๊กพื้นที่ถนนหน้าอาคารร้านค้าของตนเอง จะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 (มาตรา 114) มีโทษปรับ 500 ถึง 1,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถยกทิ้งได้ทันทีและผู้ตั้งต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่ายกทั้งหมด และในท้ายที่สุด การกีดขวางทางสาธารณะจนผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญหรือเข้า-ออกอาคารไม่ได้ ยังเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 385 และ 397) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท อีกด้วย

ชนวนเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ยกระดับเป็นประเด็นร้อนระดับจังหวัด เกิดขึ้นหลังจาก นางสาวน้ำฝน ศาสตร์พิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำหนังสือราชการ "ด่วนที่สุด" ส่งตรงถึง อบต.นนทรี เพื่อกำชับและจับตากลุ่มเสี่ยงคดีทุจริตและการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (CDC) โดยชี้ชัดว่า พฤติการณ์ปล่อยปละละเลยให้บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำที่ดินสาธารณประโยชน์ไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้

ขณะที่ประธานชมรม STRONGฯ ย้ำเสียงแข็งว่า เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้กวาดล้างจัดระเบียบเหมือนกันหมดทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น อำเภอเมืองปราจีนบุรี, กบินทร์บุรี, ท่าตูม หรือศรีมหาโพธิ์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ทางสังคม

หลังจากนี้ ชมรม STRONGฯ และ ป.ป.ช. จังหวัด จะร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจในพื้นที่ ปูพรมตรวจสอบตลาดหน้าโรงงานสหพัฒน์อย่างต่อเนื่องแบบ "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" เพื่อทวงคืนสิทธิ์การสัญจรที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชน พร้อมประกาศลั่นว่า "สิทธิ์ส่วนรวมต้องเหนือประโยชน์ส่วนตน"

การเดินหน้าในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อขับไล่ผู้ค้า แต่คือความพยายามครั้งสำคัญในการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนและผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ตอกย้ำหลักการทำงาน “ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้” ขององค์กร ป.ป.ช. โดยไม่มีการประนีประนอมผ่านระบบอุปถัมภ์ใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งสังคมยังคงต้องจับตาดูผลสัมฤทธิ์ในการจัดระเบียบพื้นที่ของ อบต.นนทรี อย่างใกล้ชิดต่อไป.

### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###


