ถกปมร้อน ‘ปราจีนบุรี’ ซบ EEC: โอกาสทองทางเศรษฐกิจ หรือวิกฤตสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชน?

แรงกระเพื่อมจากการเดินหน้าขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี ทวีความเข้มข้นขึ้นในมิติการตรวจสอบของภาคประชาสังคมและกลไกนิติบัญญัติ เมื่อวุฒิสภาเปิดฉากเรียกประชุมด่วนที่สุดในวันนี้ (15 ก.ค. 2569) ณ อาคารรัฐสภา ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Zoom Meetings) ดึงทุกภาคส่วนร่วมถกหาทางออกอย่างตึงเครียด ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่หวั่นเกรงปัญหามลพิษสะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่หอการค้าจังหวัดเสนอแนวทางเชิงรุก มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านแคมเปญ “Prachin Next Gen” เพื่อให้เม็ดเงินการลงทุนและโอกาสกระจายสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ความคืบหน้าในประเด็นนี้เกิดขึ้นหลัง คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ออกหนังสือด่วนที่สุดที่ สว (กมธ ๒) ๐๐๑๐/๓๕๙๓ เชิญ นายเฉลิมชัย กล้าหาญ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการจำกัดสิทธิ์ของภาคประชาชน

เสาวลักษณ์ นาคภัทรพงศ์
ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.กบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง พร้อมด้วย นางบุษบงก์ ชาวกัณหา นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ได้เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Zoom Meetings ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง อาทิ สำนักงานจังหวัด, หอการค้าจังหวัด, อุตสาหกรรมจังหวัด, รองเลขาธิการอีอีซี, คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

การสอบหาข้อเท็จจริงในชั้นกรรมาธิการครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ข้อพิพาทสำคัญ 2 ประเด็นหลัก:
1. ปัญหาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ
2. ความกังวลต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน ในพื้นที่หากมีการดำเนินโครงการดังกล่าว
ปมการผลักดันปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ของเขต EEC สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กนพ. หรือ กพอ.) ซึ่งมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการผลการศึกษา เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และขยายฐานการลงทุนในภาคตะวันออก

ผลการศึกษาเชิงกายภาพระบุว่า ปราจีนบุรีมีความพร้อมสูงด้านคมนาคมและผังเมืองนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งหากเข้าร่วม EEC คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จะเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 2.32 ต่อปี (คิดเป็นมูลค่า 389 พันล้านบาท) สร้างส่วนต่างทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมราว 52 พันล้านบาทภายในปี 2580 และดึงดูดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 114,886 คน
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการเติบโตอันสวยหรูกลับสวนทางกับ "รายงานความท้าทายด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในอนาคต" ซึ่งเตือนว่าหากโครงการนี้เดินหน้าเต็มตัว ปราจีนบุรีจะต้องเผชิญความเสี่ยงรุนแรง

• วิกฤตพลังงาน: คาดว่าจะเผชิญภาวะไฟฟ้าไม่พอใช้ราว 4,298 GWh (ความต้องการใช้โตขึ้นร้อยละ 5.2 ต่อปี)
• ภัยแล้งคุกคาม: เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งสูงถึง 18.64 ล้าน ลบ.ม.
• วิกฤตขยะ-น้ำเสีย: ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนจะพุ่งสูงถึง 672 ตันต่อวัน และน้ำเสียชุมชนพุ่งขึ้นเป็น 51,644 ลบ.ม.ต่อวัน
เมื่อเวลา 20.15 น. นางบุษบงก์ ชาวกัณหา อดีตข้าราชการดีเด่นวัย 59 ปี ในฐานะแกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้เปิดเผยถึงข้อเรียกร้องและข้อกังวลใจสำคัญ 7 ประการของภาคประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำกลับไปพิจารณาทบทวนอย่างรอบคอบ

บุษบงก์ ชาวกัณหา อดีตข้าราชการดีเด่น
1. รายงานผลการศึกษาขาดความโปร่งใส และขาดการรับฟังความคิดเห็นที่ทั่วถึงจริง
2. ปัญหากากอุตสาหกรรมล้นเมือง ปัจจุบันมีโรงงานคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล (ประเภท 105) ถึง 70 โรงงาน และโรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม (ประเภท 106) อีก 46 โรงงาน ซึ่งสร้างมลพิษสะสม
3. บทเรียนความล้มเหลวจาก 3 จังหวัดเดิม (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ที่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนถูกทำลาย
4. ความกังวลต่อกลุ่มทุนต่างชาติและทุนสีเทา ที่อาจอาศัยกฎหมายพิเศษใน พ.ร.บ. EEC ถือครองที่ดินเพื่อตั้งโรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
5. ราคาที่ดินพุ่งสูงเกินจริง จนเกษตรกรสูญเสียที่ดินทำกินและไม่สามารถจัดหาที่ดินใหม่ได้
6. การแย่งชิงทรัพยากรน้ำและความเสี่ยงต่อพื้นที่มรดกโลก จากโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมเพื่อป้อนอุตสาหกรรม ซึ่งอาจรุกรานพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
7. การทำลายอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์และการผลิตสมุนไพรซึ่งสร้างชื่อเสียงให้จังหวัด

สุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
"ปัญหาเดิมเรื่องขยะและน้ำเสียจากอุตสาหกรรมยังไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย แล้วถ้า EEC เข้ามาอีก จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมชุมชนหรือไม่ ตอนนี้ชาวบ้านต่างกังวลใจมาก ทั้งเรื่องทุนจีนเทาและเรื่องโรงงานขยะที่จะตามมา" นางบุษบงก์ กล่าวด้วยความกังวล
ในอีกด้านหนึ่งของมิติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เพจเฟชบุ๊คหอการค้า จ.ปราจีนบุรี คุณเสาวลักษณ์ นาคภัทรพงศ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี ได้นำเสนอแนวคิดผ่านคลิปวิดีโอในการประชุมหอการค้าภาคตะวันออก ณ จังหวัดตราด ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญของปราจีนบุรี ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนผ่านการอนุมัติจาก BOI เข้ามากว่า 200,000 ล้านบาท

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการแรงงานทักษะสูงกว่า 50,000 อัตรา หอการค้าฯ จึงเสนอแคมเปญ "Prachin Next Gen" เพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนท้องถิ่นจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เป็นเพียงผู้แบกรับผลกระทบ
"เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้คนปราจีนบุรีได้รับประโยชน์สูงสุด เราต้องการให้คนในจังหวัดอย่างน้อย 80% มีงานทำและเติบโตได้ที่นี่ ภายใต้แนวคิด เกิดที่นี่ เรียนที่นี่ โตที่นี่ และทำงานที่นี่" คุณเสาวลักษณ์ ระบุ
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว หอการค้าฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่ 5 แห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่เน้นย้ำ 3 ทักษะสำคัญ ได้แก่ ทักษะวิชาชีพชั้นสูง รองรับระบบควบคุมอัตโนมัติ AI & Data, ทักษะภาษา รองรับการทำงานสากล และ สำนึกรักบ้านเกิด เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาทำงานในท้องถิ่น เสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้แข็งแกร่งรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)

ผู้สื่อข่าวรายงาน แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนฯ (สกพ.) จะยืนยันว่าโครงการดังกล่าวได้ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วถึง 27 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,696 คน แต่การเปิดพื้นที่รัฐสภาเพื่อถกเถียงในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเชิงระบบถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance)
ล่าสุด ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ วุฒิสภา ระบุว่าได้รับฟังข้อห่วงใยทั้งหมดของภาคประชาชนแล้ว และเตรียมที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกไปประสานงานร่วมกับสำนักงาน EEC และกรมโยธาธิการและผังเมืองต่อไป เพื่อหาข้อสรุปว่าการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งที่ยั่งยืนร่วมกัน หรือจะเป็นเพียงการผลักภาระและทิ้งรอยแผลทางสิ่งแวดล้อมไว้เบื้องหลังให้แก่คนท้องถิ่น

### มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###

