ทูตญี่ปุ่นเตือนเขมรปิดชายแดนลากยาวกับไทย เสี่ยงผลักนักลงทุนแดนอาทิตย์อุทัยหนีหาย

ทูตญี่ปุ่นเตือนเขมรปิดชายแดนลากยาวกับไทย เสี่ยงผลักนักลงทุนแดนอาทิตย์อุทัยหนีหาย





Image
ad1

กรุงพนมเปญ-นายอูเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา  เตือน การปิดชายแดนทางบกที่ยังคงลากยาวระหว่างกัมพูชาและไทย ก่อความเสียหายแก่ความน่าดึงดูดใจของกัมพูชา สำหรับบรรดาผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นที่กำลังหาทางกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตออกนอกประเทศไทย แม้มองว่ากัมพูชายังคงศักยภาพการลงทุนที่แข็งแกร่งในระยะยาว จากคำเตือนตรงๆของอูเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ที่กำลังพ้นจากตำแหน่ง

"ความขัดแย้งชายแดนก่อความปั่นป่วนแก่ยุทธศาสตร์ "ไทยแลนด์พลัสวัน" ที่ใช้โดยบรรดาบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานการผลิตหลักในประเทศไทย แต่กำลังเสาะหนตำแหน่งที่ตั้งที่มีต้นทุนถูกกว่าในบรรดาชาติเพื่อนบ้าน"

"ข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่งคือ ภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปิดชายแดนทางบก" ทูตอัตสึชิ กล่าว พร้อมอธิบายว่าบรรดาบริษัทและผู้ผลิตยานยนต์จากญี่ปุ่นได้เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างกว้างขวางในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว แต่ค่าแรงและต้นทุนการผลิตอื่นๆที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหนุนให้พวกเขาพิจารณาขยายบางส่วนของห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศต่างๆที่อยู่ใกล้เคียง

กัมพูชาโผล่ขึ้นมา ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพ เพราะว่าอยู่ติดกับไทย และความสะดวกที่บรรดาผู้ผลิตสามารถขนส่งชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทางบกได้ "แต่การปิดชายแดนทางบกที่ปอยเปต ได้ก่อความเสียหายใหญ่หลวงสำหรับบรรดาบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ ที่คิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ พลัส วัน"

อูเอโนะ อัตสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา  

ขณะที่ พนมเปญโพสต์ รายงานว่า คำเตือนของเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เน้นน้ำถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีต่อข้อพิพาทด้านชายแดนที่ยังไม่คลี่คลาย ที่ลุกลามเกินเลยออกไปไกลเกินกว่าความเสียหายด้านการค้าและการท่องเที่ยวข้ามชายแดน

นอกจากนี้แล้วความวุ่นวายดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อความพยายามของกัมพูชา ในการวางสถานะของตนเองในฐานะฐานการผลิตที่เชื่อมโยงและเกื้อกูลกันกับภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่แล้วของไทย

พนมเปญโพสต์อ้างคำกล่าวของทูตอัตสึชิ ระบุว่า แม้มีความเสียหายเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แต่กัมพูชายังคงเป็นที่ดึงดูดใจของนักลงทุนญี่ปุ่น ที่ธุรกิจของพวกเขาพึ่งพิงอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่การค้าผ่านประเทศไทย "ในระยะกลางและระยะยาว กัมพูชายังคงมีศักยภาพ อย่างที่ผมพูด ศักยภาพนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา"

เขาบอกว่าการตัดสินใจด้านการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เนื่องจากบรรดาธุรกิจและรัฐบาลต่างๆก็จำเป็นต้องพิจารณาด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่อการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปเช่นกัน

ทูตอัตสึชิ กล่าว่ากัมพูชามีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมาก สืบเนื่องจากมีประชากรหนุ่มสาว เปิดกว้างต่อเทคโนโลยีใหม่และโอกาสต่างๆในพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์และพลังงานน้ำ อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าความขัดแย้งชายแดน และภาพลักษณ์ในทางลบในระดับนานาชาติของกัมพูชา ประกอบกับประเด็นปฏิบัติการสแกมออนไลน์ ได้ก่อความยุ่งยากซับซ้อนแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน

เขาหวังว่าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาจะกลับมาเปิดในอนาคตอันใกล้นี้ เปิดทางให้บรรดาผู้ผลิตกลับมามองกัมพูชาในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่ายด้านการผลิตในภูมิภาค "ถ้ามีการเปิดด่านโดยตรง ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์พลัสวันจะกลับมามีความเป็นไปได้อีกครั้ง และเมื่อนั้น กัมพูชา จะสามารถดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม ในระยะยาว ผมคิดว่า กัมพูชา มีศักยภาพสูง ดังนั้นคุณอาจสามารถเชื้อเชิญบริษัทญี่ปุ่นได้เพิ่มเติม ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า"