กาแฟแฮนด์เมด แห่งแรกเมืองศรีสะเกษ กลิ่นหอมกรุ่นสดจากไร่ (มีคลิป)

กาแฟแฮนด์เมด แห่งแรกเมืองศรีสะเกษ  กลิ่นหอมกรุ่นสดจากไร่ (มีคลิป)





ad1

ad1

กาแฟแฮนด์เมด แห่งแรกเมืองศรีสะเกษ  กลิ่นหอมกรุ่นสดจากไร่ 

โดย...เสนาะ วรรักษ์

หนุ่มชาวสวนผลไม้ศรีสะเกษ ปลูกกาแฟเสริมได้ผลผลิตดี นำมาแปรรูปแบบ แฮนด์เมด ชงดื่มเองด้วยรสกาแฟสด กลิ่นหอมกรุ่นทั่วสวน

นายบัญชา พาลี ชาวสวนบ้านโพธิ์ศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ ปลูกกาแฟ 7 ไร่ ในสวนผลไม้ได้ผลิตผลดี  บอกเล่าถึงที่มาของการปลูกกาแฟ ว่า ปกติแล้วได้ทำสวนผลไม้ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ลองกอง และสวนยางพารา จนมีความคิดที่ว่าจะปลูกพืชอะไรที่มาเสริมกับสวนยางพาราได้บ้าง ซึ่งตนมีแนวคิดที่จะปลูกต้นกาแฟ จึงไปปรึกษากับเครือญาติ จากนั้นได้เดินทางไปดูงานที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ 

ที่สวนแห่งหนึ่งที่เขาปลูกได้ผลผลิต เพื่อเป็นแนวทางและศึกษาหาความรู้ เมื่อมั่นใจแล้วว่าแถบอีสานล่างสามารถปลูกต้นกาแฟได้ จึงเดินทางไปที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อซื้อต้นกล้ากาแฟ พันธุ์ “อาราบิก้า” โดยได้ลงทุนร่วมกับชาวสวนผลไม้ที่เป็นเครือญาติกันจำนวน 16 คน ซื้อต้นกล้ามาปลูกกันเอง จำนวน 13,000 ต้น (หนึ่งหมื่นสามพันต้น) ในส่วนของตนได้นำต้นกล้ากาแฟจนวน 1,500 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 7 ไร่ 

โดยปลูกแซมในสวนเงาะ ทุเรียน  เนื่องจากสภาพภูมิอากาศจะคล้ายคลึงกันกับทางภาคเหนือเพซึ่งกาแฟจะให้ผลผลิตดี ใช้เวลาปลูกประมาณ 6 เดือน ต้นกาแฟก็จะออกดอกและติดผล ต่อจากนั้นใช้เวลาอีก 3 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตกาแฟได้

ส่วนในการเก็บผลผลิตนั้น จะเก็บผลกาแฟที่สุกซึ่งจะเป็นเมล็ดสีแดงเท่านั้น ส่วนเม็ดสีเขียวจะไม่เก็บรอจนสุกถึงจะเก็บผลผลิตอีกครั้ง แต่ละต้นสามารถเก็บเมล็ดกาแฟได้ประมาณต้นละ 1-2 กิโลกรัม เมื่อเก็บเมล็ดกาแฟมาก็จะนำมายีเอาเปลือกเชอรี่ออก (ส่วนเปลือกและเนื้อกาแฟ) ให้เหลือแต่เมล็ดกาแฟ ต่อจากนั้นก็จะนำไปตากแดดจนแห้งสนิท จะบรรจุใส่ถุงรอการแปรรูป

ในการแปรรูปนั้น ได้ทำเป็น 2 วิธี คือ การคั่วเมล็ดกาแฟด้วยมือ  แฮนด์เมด (Handmade) ขั้นตอนแรกคือการสีเมล็ดกาแฟ หรือ การกะเทาะเปลือกเมล็ดกาแฟก่อน ก่อนที่จะนำเมล็ดกาแฟไปคั่วในกระทะ โดยจะใช้ไฟกลางใช้เวลาคั่วประมาณ 30 นาที จนเมล็ดกาแฟสุกเป็นสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ จนถึงสีดำ แล้วแต่ชอบในรสชาติ เสร็จแล้วก็จะนำไปบด จนเป็นผงก็สามารถบรรจุใส่ถุงรอจำหน่ายได้ ส่วนอีกวิธี คือการคั่วกาแฟด้วยเครื่องคั่วกาแฟ ซึ่งขั้นตอนนี้ก็จะง่ายกว่าวิธีที่ทำด้วยมือ 

ส่วนการจำหน่ายนั้น กาแฟที่คั่วด้วยมือจะขายในราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท  ส่วนกาแฟที่คั่วด้วยเครื่องจะมีราคาถูกกว่ากาแฟที่คั่วด้วยมือ กิโลกรัมละ 1,000 บาท ลูกค้าที่สั่งซื้อส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าสายท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็นนักเดินป่า นักตั้งแคมป์ในป่า และประชาชนที่ชอบดื่มกาแฟ จนขณะนี้ผลิตจนไม่พอเพียงแก่การจำหน่าย ซึ่งการปลูกกาแฟเสริมในสวนผลไม้จึงเป็นทางเลือกอีกหนึ่งทาง ที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี