Loading...


วิถีประมงแท้รักษ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อมทางทะเล










กลุ่มประมงพื้นบ้านปากน้ำปราณบุรี เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้สัตว์น้ำนานาชนิดกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง หัวเรี่ยวหัวแรกคนสำคัญของชุมชนชายฝั่งทะเล คือ ลุงเจือ หรือ "เจือ แคใหญ่" ประธานกลุ่มเกษตรกรทำการประมงปากน้ำปราณ ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เริ่มก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทะเลชายฝั่งมาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อต่อสู้กับอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญ่ที่รุกเข้ามาทำลายทรัพยากรชายฝั่ง คือ “นากุ้ง” ที่ปล่อยน้ำเสียลงทะเลโดยไม่ผ่านการบำบัดที่ถูกต้อง และ “เรือประมงขนาดใหญ่” ที่เข้ามาจับสัตว์น้ำแบบไม่ปราณี อาทิ เรืออวนลาก อวนรุน ลากคู่ อวนล้อม และ เรือคราดหอย ที่เข้ามาไล่ล่าสัตว์น้ำแบบทารุณ ไล่ล่าล้อมจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงมหันตภัย พลิกคุ้ยหน้าดิน และ ปะการังใต้ทะเลที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำให้พังพินาศท้ายที่สุดสัตว์น้ำลดปริมาณลงไปเรื่อยๆ

 

นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ ลุงเจือ และ ชาวบ้านที่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ เรียกร้องให้เรือประมงขนาดใหญ่หยุดทำประมงแบบทำลายล้าง เพราะนับวันยิ่งสร้างความแตกแยกในชุมชนออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเข้าข้างนายทุนที่ทำประมงเพื่อการค้าโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมทางทะเล กับ ฝ่าย “ประมงพื้นบ้าน” ที่พยายามหาวิธีปกป้องทรัพยากรชายฝั่ง

 

"ช่วงแรกๆช่วยกันเฝ้าระวัง และ ทำงานเป็นเครือข่ายประมงหลายจังหวัดเพื่อช่วยกันแจ้งเตือน หากพบเรือประมงขนาดใหญ่แล่นเข้ามาในพื้นที่ เช่น ประมงพื้นบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี จะแจ้งมายังพื้นที่น้ำปราณ จากนั้นจึงไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจน้ำ กองทัพเรือ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปห้ามปราม หรือ จับกุม" ลุงเจือ เล่า

 

ปัจจุบันชุมชนชายฝั่งประสบความสำเร็จสามารถหยุดยั้งการทำประมงด้วยเครื่องมืออันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลลงได้ จากนั้นจึงคิดรวมตัวกันเพื่อ “ฟื้นฟูสัตว์ทะเล” ด้วยการก่อตั้ง "ธนาคารปู" เป้าหมายช่วงแรกๆต้องการเพิ่มประชากรปูให้มากขึ้นเพื่อให้ประมงพื้นบ้านได้มีอาหารทะเลจับกิน จากที่เคยถูกเรือประมงขนาดใหญ่กวาดล้างจนประชากรปูเกือบสูญพันธุ์ จนปัจจุบัน “ธนาคารปู” กลายเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย และ แหล่งสร้างรายได้แก่ชุมชน

 

"ธนาคารปูแรกๆสร้างขึ้นเพื่อเพาะลูกปูไปปล่อยทะเล แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นแหล่งซื้ออาหารทะเลของชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งในรูปแบบออกเรือไปหาปลาแล้วกลับเข้าฝั่งมาขายของทะเลใหม่ๆ สดๆ และ สนับสนุนสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะชาวประมงพื้นบ้าน ไม่ใช้เครื่องมือจับปลาที่ทำลายล้าง" ลุงเจือ กล่าว

 

นอกจากธนาคารปูแล้วชุมชนยังฟื้นฟูท้องทะเลด้วยการสร้าง "บ้านปลา"หรือ "ซั้งกอ" สร้างบ้านให้ปลาและสัตว์น้ำในทะเล เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารที่ชาวประมงพื้นบ้านได้ไม่ต้องออกเรือไปไกลๆ อุปกรณ์ หรือ วัสดุที่นำมาทำซั้งกอ มี 2 แบบ คือ ทำด้วยวัสดุธรรมชาติ กับ วัสดุเหลือใช้จากเชือก โดยซั้งกอธรรมชาติ อุปกรณ์ คือ ทางมะพร้าว ไม้ไผ่ หินถ่วงน้ำหนัก หรือ "ซั้งเชือก" ต้องมีทุ่นดึงและเชือกคายเกลียวและหินถ่วงน้ำหนัก ระยะทางที่จะออกไปวางซั้ง ประมาณ 3,000 เมตร การวางซั้งกอ คล้ายการวาง “ปะการังเทียม” แต่การวางซั้งกอ แบบทางมะพร้าว หรือ แบบเชือก เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างบ้านให้ปลา

"การวางซั้งกอ หรือ ปะการังเทียม เราทำเพื่อ ฟื้นฟูอนุรักษ์แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทางทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ และเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารให้มีความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืน ที่อ่าวปากน้ำปราณ"

 

นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ สามารถป้องกันการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่จะรุกเข้ามาในเขตพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่หลบภัยสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ ซึ่งการวางซั้งกอจะแบ่งออกเป็นกอ กอละ 20 ต้น มีตำแหน่งการวางบริเวณน้ำตื้นใกล้ฝั่งเพื่อให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยมีการห้ามทำการประมง เช่นการปั่นไฟล่อ หรือล้อมจับสัตว์น้ำ บริเวณที่มีการวางซั้งกอ

 

“การสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล ปะการังเทียม ที่ผ่านมาสามารถดึงดูด สัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู และปลาหลายชนิดมาอยู่รวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลาหน้าดิน เช่น ปลาที่อาศัยในแนวปะการังนานาชนิด ปลากะรัง ปลากะพงหลากหลายชนิด ส่งผลดีต่อระบบสายใยแห่งอาหารของสัตว์น้ำบริเวณหน้าดิน” ลุงเจือ กล่าว

 

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพปากอ่าวน้ำปราณเป็น “เวิ้ง” สอดรับทางลมพัดเข้ามาทั้งคลื่นหรือลมได้ดีย่อมพัดพา “ขยะทะเล” เข้ามาตกค้างทั้งในทะเลและริมหาดทรายจำนวนมาก ทางชุมชนจึงพยายามรวมกลุ่มกันช่วยจัดการขยะทะเล ด้วยการพร้อมใจกันหยุดออกทะเลหาปลา แต่ออกทะเลไปจับ หรือ เก็บ ขยะแทน ดังนั้นการออกทะเลไปเก็บขยะ ไม่ใช่แค่เรื่องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลเท่านั้น แต่ต้องการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างของวิถีประมงแท้ๆที่รักษ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “ลุงเจือ” และเครือข่ายอาสาสัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน(ทสม.)ตำบลปากน้ำปราณ ได้รับรางวัล ทสม.ดีเด่นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ขอบคุณข้อมูล กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 


Loading...






ประเด็นที่เกี่ยวข้อง : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  

Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ