Loading...


โรงสีเผยข้าวค้างสต๊อกอื้อขายขาดทุน 2พันต่อตัน










โรงสีข้าว“ค้างสต๊อกอื้อ”ซื้อราคาสูง แต่ราคากลับลดฮวบ นำออกขายขาดทุน 2,000 บาท / ตัน ต้องชะลอหยุดรับซื้อ ประมาณ 80 โรง ดำเนินการประมาณ 20 โรง หันมาแปรรูป แป้ง ขนมจีน เส้นก๊วยเตี๊ยว ปีที่แล้งข้าวขายประมาณ 100,000 ตัน ปัญหาน้ำเค็มลุ่มน้ำทะเลสาบ และปีนี้คาดหายอีก 100,000 ตัน เรื่องข้าวผสมพันธุ์ วอนรัฐ นาข้าวปรังฤดูกาล 2563/2564 รัฐสนับสนุนสินเชื่อ 1,000 – 2,000 ล้านบาท หวังพึ่งธนาคารพาณิชย์ สิ้นหวังเข้มมาก มีเงื่อนไขใหม่ แต่สำหรับหนี้เก่าไม่มีปัญหา นอกจากสินเชื่อล๊อตใหม่

 

 

นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ และเจ้าของ โรงสีพัฒนโสภณเจริญพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การค้าข้าวและการทำนาในปี 2563 โดยเฉพาะโรงสีข้าวภาคใต้ในสมาคมฯ กว่า 100 โรง ขณะนี้ที่สามารถดำเนินการรับซื้อข้าวเปลือกได้ประมาณ 10 – 20 โรง ส่วนประมาณ 80 โรง ต่างชะลอการรับซื้อไปก่อน เนื่องจากโรงสี มีข้าวค้างในสต๊อกไว้ปริมาณที่สูงจำนวนหลายหมื่นตัน

 

ปัจจัยสำคัญที่ค้างสต๊อก ส่งผลให้โรงสีข้าวต้องชะลอการผลิตและรับซื้อข้าว เนื่องจากที่ผ่านมาปี 2563 โรงสีได้รับซื้อข้าวไว้ที่ราคาสูงมาก เพราะขณะนั้นราคาขยับสูงขึ้นจากตลาดของกลุ่มผู้ส่งออกต่างประเทศที่ราคาสูง โดยโรงสีรับซื้อข้าวไว้ราคาเฉลี่ยประมาณ 11,400 บาท / ตัน แต่มาขณะนี้ข้าวนาปรัง ราคาได้ขยับลงมาอยู่ที่ 9,300 บาท / ตัน ราคาขยับลงประมาณกว่า 2,000 บาท / ตัน หากแปรรูปขายเป็นข้าวสารจะประสบภาวะขาดทุน

 

“แต่ก็ยังแปรรูปผลิตขายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการแปรรูปทำแป้ง ทำขนมจีน ทำเส้นก๊วยเตี๊ยว ฯลฯ เพราะอาหารกลุ่มนี้จะต้องใช้ข้าวเก่านำแปรรูป

 

นายสุทธิพร กล่าวอีกว่า ในฤดูกาลข้าวหนาปรัง 2563/2564 โรงสีข้าวภาคใต้ จะมีผลกระทบอีก เพราะขาดสภาพคล่อง ธนาคารพาณิชย์ มีนโยบายที่เข้มงวดกวดขัน มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเข้าถึงได้กับสินเชื่อล๊อตใหม่ จึงเรียนรัฐบาล ควรจะมีมีมาตรการให้ธนาคารของรัฐ เช่น ธกส. ออมสิน กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนเพื่อให้โรงสีข้าว มีสภาพคล่อง สามารถขับเคลื่อนรับซื้อข้าวจากชาวนา และแปรรูปข้าวออกจำหน่ายได้

 

“สินเชื่อสำหรับชาวโรงสี ประมาณ 1,000 ล้านบาท และ 2,000 ล้านบาท โดยประมาณในฤดูกาลข้าวนาปรัง 2563/2564 ที่จะเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2564 จึงจะสามารถดำเนินการได้”

 

นายสุทธิพร กล่าวอีกว่า ในส่วนของชาวนา รัฐต้องเร่งโครงการน้ำให้เพียงพอต่อการทำนาในพื้นที่ เช่น ลุ่มน้ำปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และแก้ไขปัญหาน้ำเค็มลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งทั้ง 2 แหล่งน้ำ เป็นแหล่งน้ำที่ทำนาในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และ จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งทำนาข้าวรายใหญ่ของภาคใต้ ประมาณ 400,000 ไร่ / ปี

 

สำหรับการผลิตข้าว ทำนาข้าวในปี 2563 ในพื้นที่ภาคใต้ขาดแคลลน้ำ และที่สำคัญคือเกิดปัญหาน้ำเค็มลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ไม่สามารถทำนาข้าวได้ โดยเฉพาะ อ.ระโนด จ.สงขลา ปีที่ผ่านมาขาดขาดแคลนไปประมาณ 100,000 ตัน จาก 200,000 ตัน / ฤดูกาล

 

สำหรับข้าวนาปรังในปี 2563/3564 ที่จะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคม 2564 - มิถุนายน ก็จะส่งผลต่อข้าว เก็บเกี่ยได้ปริมาณน้อยเช่นกัน จากประมาณ 1,000 กก. / ไร่ ปริมาณการผลิต จะเหลือประมาณ 500 – 600 กก. คาดว่าจะสูญหายไปประมาณ 1000,000 ตัน โดยภาพรวม เนื่องจาการผสมพันธ์ของข้าวไม่สมบูรณ์ คงเหลือประมาณ 100,000 ตัน เม็ดเงินที่หายไปประมาณ ประมาณ 900 กว่าล้านบาท จากราคา 9,300 บาท / ตัน สำหรับชาวนาภาคใต้

นายสุทธิพร กล่าวอีกว่า สำหรับการบริโภคข้าวภายในประเทศ ในส่วนภาคใต้ ข้าวหดหายไปประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจัยสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ต่างต้องปิดตัว ชะลอตัว

 

ส่วนประเด็นที่คนทำงานงานในเขตเมืองตามบริษัท ห้างร้าน บริษัทอุตสาหกรรม โรงงาน ที่ชะลอตัวและปิดตัวลงชั่วคราวแล้วมีการปรับตัวเอาพนักงาน คนงานออก ก็มีบางส่วนได้เริ่มทะยอบกลับภูมิลำเนา ส่วนที่มีที่นา ก็เริ่มทำนา และส่วนหนึ่งมีที่นาแต่ไม่มีทุน ก็ไม่สามารถทำได้และแนวโน้มนาร้างจะมีการรื้อฟื้นมีการพัฒนาหันทำนา แต่ทั้งนี้ราคาข้าว ก็ต้องเป็นตัวแปรเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ ซึ่งราคาในระดับนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ชาวนาพอใจ

 

“และจะให้ดี จะต้องทำนาให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อเสร็จการทำนา ก็มีการปรับทำนามาทำกสิกรรม ปลูกพืชผัก และทำปศุสัตว์เลี้ยงโค แพะ ไก่ และประมงหันมาเลี้ยงปลา ก็จะเพิ่มรายได้ ที่นา 1 ไร่ จะมีปริมาณมูลค่าเพิ่มไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท / ปี” นายสุทธิพร กล่าว

 


Loading...







Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ